ซีอาน เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจีนซีอาน เป็นเมืองแห่งประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงของโลกเมืองหนึ่ง ความหมาย: ความสงบสุขทางตะวันตก) เป็นเมืองหลวงของมณฑลส่านซี ในประเทศจีน และเป็นหนึ่งในเมืองสำคัญในประวัติศาสตร์จีน ในอดีตซีอานได้เป็นเมืองหลวงของ 13 ราชวงศ์ รวมทั้ง โจว ชิน ฮั่น และ ถัง ซีอานยังเป็นเมืองปลายทางของเส้นทางสายไหม ซีอานมีประวัติอันยาวนานมากกว่า 3,100 ปี โดยชื่อเดิมว่า ฉางอาน ซึ่งมีความหมายว่า "ความสงบสุขชั่วนิรันดร์" ซีอานเป็นเป็นเมืองที่เจริญและใหญ่ที่สุดในส่วนตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ จีน และเป็น 1 ใน 10 เมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน
ภูมิอากาศของภูมิภาคนี้อบอุ่น มีฝนตกมาก มีปริมาณฝนเทียบได้ใกล้เคียงกับภูมิภาคด้านใต้ของประเทศจีนในปัจจุบัน ดังนั้น ประชากรที่นี่จึงค่อนข้างมาก ทางตะวันออกของ ซีอาน ห่างไปประมาณ 6 กิโลเมตร มีหมู่บ้านชื่อ ปั้น-ภอ-ฌุน ได้มีการค้นพบหมู่บ้านที่มีอายุกว่า 6 พันปี ซึ่งมีประชากรประมาณ 500 คน ฮ่องเต้ของราชวงศ์ โจวตะวันตก ได้เคยสร้างเมืองหลวง 2 เมือง ทางตะวันตกของ ซีอาน

ประวัติศาสตร์
เป็นอู่อารยธรรมเก่าแก่ แถบแม่น้ำหวงเหอ ซึ่งมีความสำคัญที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์มากมายเมื่อ 1,100 ปีก่อนคริสตกาล ทั้งยังเคยเป็นเมืองหลวงเก่าของจีนมาในหลายยุคหลายสมัย
ปัจจุบันมีสถานที่สำคัญหลายแห่งในมณฑลส่านซีได้ถูกจัดเป็นมรดกโลก จากองค์การสหประชาชาติ เข่น หุ่นทหารโบราณ (Army of Terracotta Worriors) ที่ถูกค้นพบในปี 1974
ซีอานมีอาณาเขตจากทิศตะวันออกถึงทิศตะวันตกราว 9 กิโลเมตร จากทิศเหนือถึงทิศใต้ประมาณ 8 กิโลเมตร
ปฐมจักรพรรดิแห่งราชวงศ์ฉิน (จิ๋นซีฮ่องเต้) เมื่อรวมประเทศจีนเป็นหนึ่งเดียวแล้ว ได้สถาปนาเมืองหลวงของประเทศขึ้น คือ เมืองเสียนหยาง ตั้งอยู่ทางเหนือของซีอานในปัจจุบัน ในอดีตจัดเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในยุคนั้น มีประชากรประมาณ 5 ถึง 6 แสนคน เกือบเท่ากับ 1 ใน 3 ของประชากรทั้งประเทศ แต่จอมจักรพรรดิทรงเห็นว่า เมืองหลวง เสียนหยาง ยังมีขนาดใหญ่ไม่เพียงพอ จึงทรงโปรดให้สร้างเมือง เออฝาง ขึ้นทางใต้ของเมืองเสียนหยาง กล่าวกันว่า หลังจากราชวงศ์ฉินถูกชาวนาโค่นบัลลังก์แล้วบรรดาพระราชวัง และ ตำหนักในเมืองทั้งสองถูกเผาทำลายสิ้น โดยใช้เวลาเผานานถึง 3 เดือน
สมัยราชวงศ์ฮั่น ได้มีการสร้างเมืองหลวงใหม่ชื่อ ฉางอาน ถูกสร้างขึ้นบนพื้นที่ระหว่างที่ตั้งเมืองหลวงเก่าทั้งสอง ปัจจุบันยังสามารถมองเห็นที่ตั้งเมืองฉางอานได้ทางตะวันตกเฉียงเหนือของ เมืองซีอาน เมือง ฉางอาน ของราชวงศ์ฮั่นนี้มีอาณาเขตโดยรอบ 25,000 เมตร พื้นที่ 35 ตารางกิโลเมตร ตำหนักภายในเมืองมีจำนวนมากและมีขนาดใหญ่ เล่ากันว่า หลังจากสร้างตำหนักเสร็จแล้ว องค์จักรพรรดิฮั่น ตรัสว่า "ช่างใหญ่อะไรปานนี้" 800 ปีหลังจากนั้น จักรพรรดิ ราชวงศ์ สุย ได้สร้างเมืองหลวงอีกเมืองหนึ่งขึ้นทางใต้ของ ฉางอาน ของราชวงศ์ฮั่น ชื่อ ต้าสิ้ง และเปลี่ยน ฉางอาน เป็นสวนดอกไม้ส่วนพระองค์ และเนื่องจากจักรพรรดิราชวงศ์สุยมา
จากตระกูลหยาง ผู้คนจึงเรียกเมืองนี้ว่า เมืองตระกูลหยางถึงราชวงศ์ถัง องค์จักรพรรดิได้เปลี่ยนชื่อเมือง ต้าสิ้น เป็น ฉางอาน ขณะเดียวกันก็ดำรงการก่อสร้างเมืองอย่างต่อเนื่อง จนเมือง ฉางอาน มีอาณาเขตโดยรอบถึง 36,700 เมตร พื้นที่ 84 ตารางกิโลเมตร เมือง ฉางอาน ของราชวงศ์ถัง เป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดบนพื้นโลกในขณะนั้น มีความสัมพันธ์ด้านการค้ากับประเทศต่าง ๆ มากกว่า 300 ประเทศ ชาวต่างประเทศจำนวนไม่น้อยมีถิ่นพำนักในเมืองนี้ จำนวนหนึ่งทำงาน อีกจำนวนหนึ่งเรียนหนังสือ อาจจะพูดได้ว่า ฉางอาน เป็นเมืองนานาชาติเมืองหนึ่ง แต่ที่น่าเสียดายคือในช่วงปลายราชวงศ์ถังได้มีศึกสงครามไม่หยุดหย่อน สิ่งก่อสร้าง 300 ปี ของฉางอานถูกทำลายหมดสิ้น เหลือเพียงสถูปห่านป่าใหญ่และสถูปห่านป่าเล็กเท่านั้น
ต่อมาหลังจากราชวงศ์ถังมา 2 - 3 ราชวงศ์ แม้ว่าที่ฉางอานจะมีการก่อสร้างอีกจำนวนหนึ่ง แต่ตัวเมืองดั้งเดิมกลับเล็กลงอย่างเห็นได้ชัดเจน จนเมื่อราชวงศ์หมิง เรืองอำนาจ เมืองฉางอานก็ได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น ซีอาน ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้ตราบถึงปัจจุบัน
เมือง ซีอานที่ปรากฏในปัจจุบันเป็นเมืองที่ถูกสร้างมา 600 ปีก่อนราชวงศ์หมิง โดยใน 300 ปีก่อนหน้านี้ เมืองซีอานได้มีโอกาสการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ตัวเมืองในปัจจุบันมีพื้นที่มากถึง 129 ตารางกิโลเมตร เปรียบกับ ฉางอาน ในสมัยราชวงศ์ถังแล้วมีพื้นที่ใหญ่กว่าร้อยละ 50 มีจำนวนประชากรมากถึง 1 ล้าน 5 แสนคนโดยประมาณ ภายในเมืองนอกจากจะสร้างอาคารบ้านเรือนสมัยใหม่จำนวนมากแล้ว ยังมีการบูรณะสวนสาธารณะ และโบราณสถานที่มีชื่อเสียงจำนวนหนึ่งด้วย หอนาฬิกากลาง เมืองซึ่งถูกสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ หมิง บรรดาเมืองหลวงในประวัติศาสตร์หลาย ๆ แห่งต่างมี หอนาฬิกา แต่ไม่มีที่ไหนจะมีชื่อเสียงอย่างของ ซีอาน สิ่งก่อสร้างสำคัญอีกแห่งหนึ่งทางด้านใต้ของหอนาฬิกาที่ถนนชื่อ ซานเซวี๋ย เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ของมณฑล ส่านซี ภายในมีแท่ง ศิลาจารึก ที่มีชื่อเสียง ซึ่งถูกทำขึ้นในสมัยราชวงศ์ซ่ง จำนวนมากกว่า 1 พัน แท่ง ด้านใต้ของซีอานยังมีสถูปห่านป่าใหญ่ (ต้าเอี้ยนถ่า วัดต้าฉือเอิน - พระถังซัมจั๋ง ) และสถูปห่านป่าเล็กเป็นสิ่งก่อสร้างในสมัยราชวงศ์ถัง
ไม่กี่ปีที่ผ่านมา ได้ปรากฏสิ่งมหัศจรรย์ที่ตะลึงคนทั่วโลกเกิดขึ้น คือการค้นพบกองทัพหุ่นทหาร และม้าประจำสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ สามารถได้ว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์หนึ่งของโลก เช่นเดียวกับ กำแพงเมืองจีน สุสานตั้งอยู่ที่อำเภอหลินถง ทางตะวันออกของซีอาน โดยกล่าวกันว่าเมื่อจักรพรรดิขึ้นครองราชย์ก็ได้เริ่มสร้างสุสานทันที มีประชาชนร่วมก่อสร้างมากกว่า 7 แสนคน ที่ขุดค้นและจัดแสดงมี 3 หลุม (Pit) ส่วน สุสานพระศพ และ อื่นๆ ยังไม่มีการขุดค้น จนกว่าจะมีเทคโนโลยีที่จะดำรงรักษาสภาพสีของ วัตถุโบราณตลอดจนหุ่นทหารดินเผา
โบราณสถานที่มีชื่อเสียงในปริมณฑลของซีอาน มีมากมายโดยเฉพาะสุสานของจักรพรรดิหลาย ๆ พระองค์และคลังสมบัติ อาจจะทำให้พูดได้ว่า บริเวณเมืองซีอานคือพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

สุสานทหารม้าดินเผา ( The Terra Cotta Warriors)
สุสานทหารม้าดินเผา เป็นหลักฐานสำคัญทางโบราณคดี ในศตวรรษที่ 20 ครอบคลุมพื้นที่ 1.5 ก.ม. ทางด้านทิศตะวันออกของสุสานจักรพรรดิ ฉิน ซี หวงตี้ เมืองหลินทง มณฑลซานซี ใช้เวลารวมทั้งสิ้นในการก่อสร้าง 11 ปี นับแต่ 246 ปี ก่อน คริสตศักราช ทั้งนี้สืบเนื่องจากความเชื่อ ด้านการมี ทรัพย์สิน ที่ต้องฝังไว้ใกล้ๆ สุสานสำหรับชีวิตหลังการตาย ต่อมาในปี 1975 ทางการได้สร้าง หลังคาครอบพื้นที่โดยรอบและจัดให้เป็นพิพิธภัณฑ์ กินเนื้อที่ 16,300 ตร.กม. แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ หลุมที่ 1 หลุมที่ 2 และ หลุม ที่ 3 ตามลำดับ หลุมแรกเป็นหลุมที่ใหญ่ที่สุด เปิดครั้งแรกในวันชาติจีน ปี 1979 โดยมีกองทัพทหารเรียงเป็นแถว อยู่ด้านหน้า และมีรถม้าศึกอยู่ด้านหลัง หลุมที่ 2 ถูกค้นพบในปี 1976 อยู่ห่างหลุมที่ 1 20 เมตร ทางด้าตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วยกองทหารนับพัน และม้าศึก ไม้ 90 รูป หลุมนี้ได้เปิดแสดงแก่สาธารณะในปี 1994 ถัดมา อีก 25 เมตร ทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือ ได้ถูกค้นพบในปี 1976 เช่นกัน ภายในบรรจุด้วย กองนักรบ กว่า 68 รูป และม้าศึก 4 รูป จุดตรงนี้ราวกับว่าเป็นกองบัญชาการรบ ซึ่งได้ถูกจัดแสดงในปี 1989 ทั้งนี้รวมรูปปั้นดินเผาทั้ง กองทัพ ม้าศึก อยู่ที่ 7000 รูป กองทัพทหารดินเผและ ม้าศึกที่สะท้อนถึงโบราณคดีที่มีชีวิต ส่งผลให้ องค์การยูเนสโก ขึ้นทะเบียนกองทัพทหารดินเผาเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ในปี 1987 อันต่อมาสถานที่แห่งนี้ได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของนครซีอานจวบกระทั่งทุก วันนี้

กำแพงเมืองโบราณ (City Wall)
ถูกสร้างขึ้นอัน เกิดแนวคิดการ กักตุน อาหาร และ การสร้าง เกราะกำลังที่แข็งแกร่งของกองทัพ ในสมัยราชวงศ์มิง โดย ฉู หยวน ฉาง ฮ่องเต้องค์แรกแห่งราชวงศ์ หมิง กำแพงเมืองแห่งนี้ เป็นกำแพงเมืองที่สมบูรณ์ที่สุดในจีน และยังเป็น ระบบป้องกันกองทัพโบราณที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยความสูง 12 เมตร (40 ฟุต) ด้านบนสุดกว้าง 12-14 เมตร (40-45 ฟุต) หนา 15-18 เมตร ลึก วัดโดยรอบ ถึง 13.7 กม. มีป้อมปราการยื่นออกจากตัวกำแพง ทุก ๆ 120 เมตร รวมทั้งสิ้น 98 ป้อม เพื่อป้องกัน ข้าศึกปีนขึ้นกำแพง แต่ละป้อมจะมีทหารยามประจำอยู่ ด้านข้าง ของแต่ป้อม จะมีช่องยิงธนู ด้านนอกกำแพง มี ส่วนที่ยิ่นออก จำนวน 5948 จุด เพื่อเป็นช่องสำหรับพุ่งอาวุธไปยังข้าศึกที่เข้าใกล้กำแพง ภายในแต่ละป้องจะมีลูกกรง เพื่อป้องกัน ทหาร ไม่ให้ตกลงมา

สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้
สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ คือมหาสุสานของจักรพรรดิจีน จิ๋นซีฮ่องเต้ (ฉินสื่อหวงตี้) แห่งราชวงศ์ฉิน อยู่ที่เชิงเขาหลีซัน ตั้งอยู่ที่ตำบลหลินถง ห่างจากเมืองซีอาน มณฑลฉ่านซี ประเทศจีน ปัจจุบันสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ.1987 และถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของเมืองซีอาน
ตามประวัติ สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้เริ่มก่อสร้างในสมัยจิ๋นซีฮ่องเต้ ใช้ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 38 ปี ตั้งแต่ปี 246 - 208 ก่อนคริสตกาล ซึ่งอาณาเขตพื้นที่ของสุสานรวมทั้งสิ้น 2,180 ตร.กม. แบ่งออกเป็นพระราชฐานชั้นในและพระราชฐานชั้นนอก ภายในสุสานใช้บรรจุพระบรมศพของจิ๋นซีฮ่องเต้ ทรัพย์สมบัติต่าง ๆ ตลอดจนกองกำลังทหาร นางสนมและนางกำนัล รถม้าและขุนพลทหาร ที่สร้างมาจากดินเผา จำนวนมาก เพื่อเป็นตัวแทนของข้าราชบริพารในการร่วมเดินทางไปยังปรโลกของจิ๋นซีฮ่องเต้
โครงสร้างและสถาปัตยกรรมโดยรวมของสุสาน มีพื้นที่เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีความลึกเฉลี่ย 35 เมตร กว้าง 145 เมตร และ ยาว 170 เมตร สำหรับห้องบรรจุพระบรมศพอยู่จุดกึ่งกลางของสุสาน มีความสูง 15 เมตร มีขนาดพื้นที่และความใหญ่โตมโหฬาร สำหรับภายใน ในส่วนที่ก่อสร้างจากหินนั้นยังคงได้รับการปิดผนึกอย่างดีโดยคงสภาพเดิมเอาไว้ และไม่เคยผ่านการขุดและรื้อทำลายมาก่อน โดยโครงสร้างของสุสานดังกล่าว มีรูปแบบโครงสร้างและการจัดสร้างที่มีความสลับซับซ้อน ขนาดของสุสานมีขนาดมหึมา ยิ่งใหญ่สมพระเกียรติของจักรพรรดิจีนผู้รวบรวมประเทศจีนให้เป็นปึกแผ่น
สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ได้ค้นพบโดยบังเอิญเมื่อ 29 มีนาคม พ.ศ. 2517 โดยชาวนาในหมู่บ้านซีหยาง ในขณะที่ขุดดินเพื่อทำบ่อน้ำ บริเวณเชิงเขาหลีซาน ห่างจากตัวเมืองซีอาน ไปทางทิศตะวันออกประมาณ 35 กม. โดยในระหว่างที่ขุดนั้น ก็บังเอิญพบกับซากของทหารดินเผา ที่ทราบภายหลังว่ามีอายุมากกว่า 2,000 ปี ปัจจุบันรัฐบาลจีนขุดค้นพบวัตถุโบราณที่เป็นกองทัพทหารดินเผา สรรพาวุธ รถม้าและม้าศึก จำนวนทั้งสิ้นกว่า 7,400 ชิ้น ภายในบริเวณพื้นที่หลุมสุสานกว่า 25,000 ตร.ม. มีการคาดคะเนว่าอาณาเขตของสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้จะมีพื้นที่มากกว่า 2,180 ตร.กม. สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ได้รับการคัดเลือกให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมในปี พ.ศ. 2530


เจดีย์ห่านป่าใหญ่ Big Wild Goose Pagoda
เจดีย์ห่านป่าใหญ่ Big Wild Goose Pagoda หรือ เจดีย์ต้าเอี้ยนถ่าตั้งอยู่ทางทิศใต้ของกำแพงเมืองซีอาน โดยอยู่บนถนนเอี้ยนถ่าลู่ ซึ่งเป็นถนนที่ตัดตรงจากเขต กำแพงเมืองชั้นในลงมา จะมองเห็นองค์เจดีย์เด่นเป็นสง่า องค์เจดีย์นี้สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 652 ในรัชสมัยจักรพรรดิถังเกาจง (TANG KAO ZHONG) โดยก่อนหน้านี้ในปี ค.ศ. 648 ในรัชสมัยจักรพรรดิถังไท้จง (TANG TAI ZHONG) พระราชโอรส เจ้าชายหลี่จื้อ (จักรพรรดิถังเกาจงในเวลาต่อมา ทรงครองราชย์ต่อจากพระราชบิดาในปี ค.ศ. 650) ได้สร้างวัดต้าสือเอินซื่อ (TA SI EN SI) (วัดกตัญญุตาราม) นี้ขึ้นก่อน เพื่อเป็นการทดแทนพระคุณของพระราชมารดา คือ เหวินเต๋อหวงโฮ่ว จากนั้นเมื่อทรงขึ้นครองราชย์แล้วจึงได้สร้างเจดีย์นี้ขึ้นตามคำขอของพระถังซำจั๋ง ในบริเวณวัดดังกล่าว
องค์เจดีย์มีรูปแบบเรียบง่าย ในศิลปะจีนผสมอินเดีย เดิมนั้นสร้างเพียง 5 ชิ้น แต่เมืองซีอานได้ประสบภัยแผ่นดินไหวมาหลายครั้ง จึงได้มีการบูรณะเรื่อยมาและมีการบูรณะ ใหญ่ในสมัยราชวงศ์หมิง และราชวงศ์ชิง ปัจจุบันองค์เจดีย์มี 7 ชั้น สูง 64.1 เมตร ฐานขององค์เจดีย์วัดจากตะวันออกไปตะวันตกยาว 45.9 เมตร จากเหนือไปใต้ยาว 48.8 เมตร
ตามประวัติ เจดีย์ห่านป่าใหญ่ ศาสนสถานโบราณที่แสดงถึงความรุ่งเรืองของพุทธศาสนาในแผ่นดินจีน หลังจากที่พระถังซำจั๋งเดินทางไปยังชมพูทวีปเพื่ออัญเชิญพระไตรปิฎกกลับมา ท่านก็ได้พำนักที่วัดต้าเฉียน และเป็นเจ้าอาวาสของวัดนี้ จากนั้นได้มีการสร้างเจดีย์ 5 ชั้นภายในอาณาเขตวัด ภายหลังได้ถูกทำลายลงในสมัยพระนางอู่เจ๋อเทียน พระนางจึงมีพระบัญชาให้สร้างขึ้นใหม่เป็น 10 ชั้น ก่อนจะพังทลายจากแผ่นดินไหวเหลือเพียง 7 ชั้นดังที่เห็นในปัจจุบัน นอกจากเจดีย์ห่านป่าใหญ่ ซึ่งสามารถชมวิวข้างบนได้แล้ว ยังมีอนุสาวรีย์พระถังซำจั๋ง หอระฆังทางทิศตะวันออก หอกลองทางทิศตะวันตก พระอุโบสถที่ประดิษฐานพระพุทธรูป 3 องค์ หอพระถังซำจั๋งที่มีรูปปั้นสัมฤทธิ์ของท่านในท่านั่งสมาธิ การได้มานมัสการที่วิหารพันปีแห่งนี้จึงนับได้ว่าเป็นสิริมงคลต่อชีวิตอย่างยิ่ง
ถนนชีวิตชาวหุย (Muslim Square Xian จัตุรัสมุสลิมซีอาน)
ชาวจีนย่านนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ใช่แต่เฉพาะอาหารการกินที่มีกลิ่นและรสแปลกๆเท่านั้น การแต่งกายก็ยังแตกต่างไปจากชุมชนชาวจีนอื่นๆหญิงสวม ฮิญาบ หรือผ้าคลุมหน้าตามแบบหญิงมุสลิมพวกผู้ชายสวมหมวกกลมกลางศีรษะ ชุมชนแห่งนี้เรียกตัวเองว่า "หุย" มีวิถีชีวิตสุขสงบ อยู่หลังกำแพงเมืองด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง เวลานั้นตรงกับช่วงที่ท่านนบี มูฮัมหมัด (พ.ศ.1113 -1175 ) พระบรมศาสดาผู้ก่อตั้งศาสนาอิสลามได้สิ้นชีวิตไปแล้ว 30 ปี คำสอนของท่านซึ่งเริ่มต้นเผยแพร่ในหมู่ญาติสนิท ได้แผ่ขยายกว้างขวางไปทั่วคาบสมุทร อารเบีย ขณะที่อาณาจักรมุสลิมใหม่เพิ่งก่อตั้งขึ้นในซีเรีย บรรดาพ่อค้าอาหรับและเปอร์เซีย เดินทางค้าขายทางบกมาตามเส้นทางไหม ผ่านเขาเทียนซาน ซินเจียง อุยกูร์ จนถึงฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเหลือง สู่ฉางอาน (ฉางอัน Chang An) หรือ ซีอาน ในปัจจุบัน พ่อค้าเหล่านั้นได้นำศาสนาอิสลามเข้าสู่แผ่นดินจีนมาด้วย ส่วนอีกสายหนึ่งมาทางเรือ ในสมัยราชวงศ์สุยผ่านคาบสมุทรอินเดีย ขึ้นฝั่งแถบเมืองท่ากวางตุ้งและฮกเกี้ยน จากนั้นศาสนาอิสลามก็แพร่หลายอย่างมั่นคงยาวนาน
ยุคของถังไท่จงฮ่องเต้เปิดกว้างต้อนรับทุกศาสนา โปรดฯให้ชาวหุย สร้างศาสนสถานไว้ใช้เป็นสถานที่ประกอบศาสนากิจ อยู่ที่ด้านหลังกำแพงเมืองฉางอานทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ราว พ.ศ.1285 เรียกกันว่า "สุเหร่าใหญ่ชิงเจิน หรือชิงเจินสือ" ต่อมาได้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ตลอดมาหลายราชวงศ์ ทั้ง ซ่ง หยวน หมิง และ ชิง (แมนจู) จนถึงยุคปฏิวัติทางวัฒนธรรม รัฐบาลพรรคคอมมิวนิวสต์ พยายามลดความร้าวฉานทางลัทธิศาสนาต่างๆรวมทั้งแก้ไขนโยบายทางศาสนาของชนกลุ่มน้อย ส่งผลให้สุเหร่าผุดพรายกระจายทั่วแผ่นดินจีนกว่า 21,000 แห่ง และยังจัดสรรกองทุนพิเศษทะนุบำรุงสุเหร่าใหญ่ทุกปี ทำให้อาคารสิ่งปลูกสร้างต่างๆที่อยู่ภายในสุเหร่ายังคงความสมบูรณ์มั่นคงแข็งแรงถูกใช้สอยเป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจเสมอมา และยังได้รับยกย่องให้เป็นโบราณสถานทางศาสนาอิสลามใหญ่ที่สุด 1 ใน 4 แห่งของเอเชียที่มีเอกลักษณ์เฉพาะทางสถาปัตยกรรมจีนผสมผสานความเชื่อตามหลักการของศาสนาอิสลามอันงดงามหาชมได้ยาก ภายในสุเหร่าใหญ่ ได้จัดแสดงพิพิธภัณฑ์ศิลปวัตถุล้ำค่าหายากตามหมู่อาคารต่างๆไว้อย่างน่าสนใจ พร้อมกับอนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าเยี่ยมชม มีพี่น้องมุสลิมทั่วโลกมากกว่า 100 ประเทศ หรือกว่า 600,000 คน รวมทั้งผู้นำรัฐบาลและผู้นำประเทศอีกจำนวนมากเข้ามาเยี่ยมเยือน
อุทยานน้ำพุร้อนหัวชิงฉือ กับตำนานรักอมตะของพระสนมเอกหยางกุ้ยเฟย
อุทยานน้ำพุร้อนหัวชิงฉือ (HUA QING SE) อยู่เชิงเขาหลี่ซัน (หลี่ แปลว่าม้าสีดำเงา ที่มีลักษณะท่าทีที่งดงาม) ห่างจากเมืองซีอานไปทางทิศตะวันออกประมาณ 30 กิโลเมตร เป็นบ่อน้ำพุร้อนตามธรรมชาติ มีอุณหภูมิประมาณ 43-45องศาเซลเซียส เป็นอุทยานสรงน้ำของกษัตริย์มาแต่สมัยราชวงศ์โจว ต่อมาจนถึงราชวงศ์ฮั่นและถัง และได้รับชื่อว่า หัวชิงฉือ ในสมัยจักรพรรดิถังเสวียนจง (TANG XUAN ZHONG) เป็นสถานที่แห่งประวัติศาสตร์อายุกว่า 3,000 ปี ขณะที่ความเก่าแก่ของตัวบ่อน้ำพุร้อนนั้นย้อนไปถึงกว่า 6,000 ปีแรกสร้างในสมัยโจวตะวันตก แต่มาแต่งเติมอย่างอลังการด้วยงบประมาณมากมายในสมัยเสวียนจงฮ่องเต้ เพื่อเป็นที่พักผ่อนสุดโรแมนติกกับสนมหยางกุ้ยเฟย หนึ่งในสี่สาวงามในตำนานของจีน นอกจากนี้ที่นี่ยังมี “ทะเลสาบเก้ามังกร” ขนาดใหญ่กว่า 5 พันตารางเมตร ที่รายรอบด้วยศาลาและตำหนักอันงดงามหลายหลังรวมทั้งห้องอาบน้ำเจียงไคเช็ก ที่ถูกกักตัวเพื่อต่อรองทางการเมือง
เมื่อเราเข้ามาเยือนอุทยานแห่งนี้ จุดสนใจอันดับแรกที่มองได้อย่างชัดเจนก็ คือ รูปปั้นสีขาวของพระสนมเอกหยางกุ้ยเฟย (YANG GUI FEI) (ค.ศ. 718-756) ในท่วงท่าเพิ่งขึ้นจากสระน้ำอุ่น รูปปั้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความงามอันสะคราญยิ่งของนาง ที่มีสิริโฉมอันวิไลนัก ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่หน้าสระน้ำขนาดใหญ่
จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของที่นี่ก็คือ ต้นทับทิมโบราณ ที่มีอายุมาแต่สมัยราชวงศ์ถัง มีอยู่ต้นหนึ่งอายุกว่า 1,200 ปี เชื่อกันว่าเป็นต้นทับทิมที่หยางกุ้ยเฟยเป็นผู้ปลูกไว้
| < ย้อนกลับ | ถัดไป > |
|---|