กู่กาสิงห์ เป็นสถาปัตยกรรมแบบเขมรอีกแห่งหนึ่ง มีขนาดค่อนข้างใหญ่ และยังอยู่ในสภาพดีพอสมควร ขณะนี้หน่วยศิลปากรที่ 6 กลมศิลปากร ได้ดำเนินการขุดแต่ง และบูรณะให้เห็นสภาพชัดเจน สวยงามยิ่งขึ้น เพื่อพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของภาคอีสาน ในจังหวัดร้อยเอ็ด

นี่คือกู่กาสิงห์จำลอง คุณสามารถดูได้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติร้อยเอ็ด
คติความเชื่อ เป็นโบราณสถานที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปแบบเขมร สร้างขึ้นตามคติความเชื่อทางศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย โดยนับถือพระศิวะเป็นเทพเจ้าสูงสุด จากการศึกษาลวดลายหน้าบัน ทับหลังและลวดลายอื่นๆ ทราบว่าตรงกับสมัยศิลปะเขมรแบบบาปวน อายุราว พ.ศ. 1550 - 1630 การเรียกชื่อ โดยทั่วไปยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าขอมเรียกโบราณสถานแห่งนี้ว่าอย่างไร แต่ภาษาที่ใช้เรียกชื่อเป็นภาษาไทย จึงเชื่อว่าคำว่า “กู่กาสิงห์” เป็นคำที่คนไทยลาวได้ตั้งชื่อขึ้นใหม่ โดยคำว่ากู่ เป็นคำที่ใช้เรียกโบราณสถานที่มีลักษณะคล้ายสถูป หรือเจดีย์เก่าแก่ในอีสานตอนกลาง คำว่ากา น่าจะมาจากรูปพระยาครุฑ หรือนกอินทรีย์ที่เคยปรากฏอยู่ที่กู่ นอกจากนี้คำว่ากายังเป็นคำในภาษาถิ่นตรงกับคำในภาษไทยกลางคือคำว่า ตรา ซึ่งแปลว่าเครื่องหมาย ส่วนคำว่าสิงห์ เป็นคำใช้เรียกรูปประติมากรรมสิงห์ที่เคยมีตั้งไว้ประตูทางเข้ากู่ ดังนั้นกู่กาสิงห์จึงหมายถึง โบราณสถานที่มีรูปกาและ สิงห์เป็นเครื่องหมาย
ประกอบด้วยปรางคื 3 องค์ ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงเดียวกัน มีวิหารหรืออาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ที่เรียกว่า บรรณาลัยอยู่ทางด้านหน้าทั้งสองข้าง ทั้งหมดล้อมรอบด้วยกำแพง ซึ่งมีซุ้มประตูทั้ง 4 ทิศ ถัดออกไปเป็นคูน้ำรูปเกือกม้าล้อมรอบอีกชั้นหนึ่ง ปรางค์ประทานหรืออาคารหลักที่มี 3 องค์นั้น ตั้งเรียงอยู่บนฐานเดียวกัน ในแนวเหนือ-ใต้ แผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส หันหน้าไปทางทิสตะวันออก ปรางค์องคืกลางมีขนาดใหญ่กว่าอีก 2 องค์ ที่ขนาบข้าง และมีมุขยื่นทางด้านหน้าเป็นห้องยาว มีประตูทางเข้า 3 ทาง คือด้านหน้า และด้านข้างของห้องยาวทั้งสอง ส่วนฐานขององคืปรางค์ก่อด้วยศิลาทราย ยังคงปรากฎลวดลายสลักเป็นชั้นเป็นแนว เช่น ลายกลีบบัวและลายกนก ผนังก่ออิฐ ที่ห้องในสุดหรือส่วนนครรภคฤหะ ได้ค้นพบศิวลึงค์ ซึ่งเป็นตัวแทนของเทพคหวามอุดมสมบูรณ์ตามลัทธิความเชื่อในศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกาย
นอกจากนี้ยังพบทับหลังอีกหลายชิ้น ชิ้นหนึ่งสลักเป็นภาพพระอิณทรงช้างเอราวัณในซุ้มเรือนแก้ว โดยยืนอยู่เหนือหน้ากาลซึ่งมีมือยึดจับท่อนพวงมาลัยอีกทีหนึ่ง และยังได้พบซุ้มหน้าบันสลักเป็นภาพ พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ท่ามกลางลายก้านขดอีกด้วย ส่วนปรางค์อีก 2 องค์ที่ขนาบนั้น มีขนาดและลักษณะเดียวกัน ฐานก่อด้วยศิลาทราย ผนังก่ออิฐมีประตูเพียงด้านหน้า ภายในมีแท่นรูปเคารพ วางอยู่จากลวดลายของศิลปกรรม แบบแผนผัง และโบราณวัตถุ ที่พบแสดงให้ทราบว่า กู่กาสิงห์สร้างขึ้น ในแบบศิลปะเขมรที่เรียกว่า"แบบบาปวน" อายุราว พ.ศ.1560-1630 เพื่อเป็นเทวสถานอุทิศถวาย แด่ พระอิศวร เทพเจ้าสูงสุดองค์หนึ่งในศาสนาพราหมณ์
เป็นงานที่น่าสนใจ ที่จัดเป็นประจำทุกปี ในเดือนธันวาคม ที่กู่กาสิงห์ การแสดง แสง สี เสียง เรียกว่า"กินข้าวทุ่งนุ่งผ้าไหม เพราะชาวบ้านในกู่กาสิงห์ ทำการเกษตรเป็นอาชีพหลัก ปลูกข้าวหอมมะลิ และ มีการทอผ้าไหม จึงเป็นที่มาของงานนี้
กู่กาสิงห์ ตั้งอยู่ในวัดบูรพากู่กาสิงห์ ตำบลกู่กาสิงห์ อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด สามารถเดินทางได้ 2ทาง คือ ช้เส้นทางร้อยเอ็ด - เกษตรวิสัย ทางหลวงหมายเลข 214 ระยะทาง47 กิโลเมตร เดินทางต่อไปตามทางหลวงสายเกษตรวิสัย- สุวรรณภูมิ ประมาณ 10 กิโลเมตร มีทางแยกขวากู่กาสิงห์ เป็นระยะทางอีก 10 กิโลเมตร หรืออาจใช้เส้นทางร้อยเอ็ด- สุรินทร์(ทางหลวงหมายเลข 215 ต่อด้วย 214) ระยะทาง 60 กิโลเมตร ถึงวัดกู่พระดกนา ด้านตรงข้ามวัดที่มีทางแยกไปก่กาสิงห์ เป็นระยะทางอีก 18 กิโลเมตร
โฮมสเตย์บ้านกู่กาสิงห์
เกิดขึ้นจากงานวิจัยท้องถิ่น เมื่อปี พ.ศ. 2547 เรื่องการศึกษารูปแบบและการจัดการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่เหมาะสมกับศักยภาพชุมชนบ้านกู่กาสิงห์ หลังจากงานเสร็จสิ้นเมื่อปี พ.ศ. 2548 ที่ประชุมคณะนักวิจัยท้องถิ่นและผู้นำชุมชนต้องการให้ การจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน มีเจ้าภาพเข้ามาดำเนินการต่อเนื่องอย่างเข้มแข็ง โดยให้ชุมชนสามารถจัดการท่องเที่ยวด้วยตนเอง อย่างเข้มแข็งและยั่งยืนจึงได้ตั้งคณะกรรมการ บริหารจัดการท่องเที่ยวขึ้น ชื่อ ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวตำบลกู่กาสิงห์ ซึ่งมีกิจกรรมท่องเที่ยวเป็นศูนย์การเรียนรู้ 6 แห่ง คือ ศูนย์การเรียนรู้โบราณสถานขอม ศูนย์การเรียนรู้พิพธภัณฑ์มรดกภูมิปัญญา ศูนย์การเรียนรู้ผ้าไหมพื้นบ้าน ศูนย์การเรียนรู้การเกษตรทฤษฎีใหม่ ศูนย์การเรียนรู้การตัดลายกระดาษพื้นบ้าน ศูนย์การเรียนรู้วรรณกรรมชาวบ้าน
ตั้งอยู่ที่ :271 หมู่ 1 ตำบลกู่กาสิงห์ อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด 45150
ห้องพัก : 20 ห้อง
ราคา : 50 บาท
โทร : 0 4363 2125, 0 4363 2126
เว็บไซต์ : http://www.kukasing.org
| ถัดไป > |
|---|