
อุโมงค์กู่จี : เมืองใต้พิภพ
ตั้งอยู่ : อำเภอกู่จี อยู่ห่างจากโฮจิมินห์ซิตี้ประมาณ 40 กิโลเมตร
สำหรับอุโมงค์กู่จี่เปรียบเสมือนที่มั่นหลักและที่มั่นสุดท้ายของทหารเวียกง ซึ่งเป็นกองกำลังของเวียตนามใต้ที่ไม่พอใจและต่อต้านรัฐบาล โดยได้รับการจัดตั้งก่อสร้างขึ้นโดยคอมมิวนิสต์เวียตนามเหนือ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการสู้รบในสมรภูมิเวียตนามใต้ การขยายกำลังของเวียดกงเป็นไปอย่างรวดเร็วจากการจัดตั้งปี พ.ศ. 2507 กองกำลังเวียดกงได้ขยายเป็นกว่า 30,000 คน
การจัดโครงสร้างของเวียดกงแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ กำลังหลักปฏิบัติการ ภายใต้การบังคับบัญชาของคอมมิวนิสต์ใต้ (เวียตนาม) กองโจรเต็มรูปแบบ จัดกำลังขนาดกองร้อยทำงานกันในระดับจังหวัด และ กำลังทหารบ้านป้องกันตนเอง ซึ่งประกอบด้วยหน่วยขนาดหมู่และหมวดซึ่งมีหน้าที่ในการป้องกันหมู่บ้าน โดยหลักการแล้วเวียดกงถือว่าเป็นกำลังกองโจร ไม่มีเครื่องแบบ การแต่งกายจะใช้เสื้อผ้าแบบชาวบ้านทั่วไป แล้วแฝงตัวให้เข้ากับพื้นที่เมื่อภารกิจสำเร็จ เวียดกงจะใช้ยุทธวิถีตีหัวเข้าบ้าน
เวียดกงได้รับชัยชนะอย่างงดงามในปี พ.ศ. 2506 เมื่อสามารถสร้างความสูญเสียอย่างมากต่อทหารเวียตนามใต้ เวียดกงยังมีส่วนร่วมสำคัญต่อปฏิบัติการรุก โดยเข้าโจมตีอำเภอและเมืองต่างๆ ของเวียตนามใต้ เมื่อต้นปี พ.ศ.2511ในเวลาต่อมากองทัพประชาชนเวียตนามเหนือ ได้เข้ามามีบทบาทแทนที่เวียดกง จนสิ้นสุดสงครามใน ปีพ.ศ. 2518 เวียตนามรวมตัวกันได้เป็นหนึ่งเดียว เวียดกงจึงลดบทบาทลง โดยหลังสงคราม ทหารเวียดกงที่เหลือได้ถูกรวมเข้ากับกองทัพประชาชนเวียตนาม

หากไม่สังเกตุจะไม่รู้ว่าเป็นรูที่มาจากอุโมงค์ เนื่องจากดูเผินๆ เหมือนพื้นที่ทั่วไปที่มีใบไม้รกปกคลุม ทหารอเมริกันที่เคยรบกับเวียดนามเคยทำให้ทหารอเมริกันขวัญเสียเนื่องจากการ หายตัวของทหารเวียดนามหลังการโจมตี ก็คือลงไปตามอุโมงค์แบบนี้แหละครับ
การเดินทาง : จากโฮจิมินห์ ไม่มีรถโดยสารไปยังอุโมงค์กู่จี ให้ซื้อแพ็กเก็จแบบวันเดย์ทัวร์ ซึ่งจะได้เที่ยวจุดอื่นๆ ด้วย กู่จี เป็นชื่อของอำเภอและยังเป็นชื่ออุโมงค์ใต้ดิน ที่พวกเวียดกงใช้เป็นฐานบัญชาการรบ โรงพยาบาล และหมู่บ้านใต้ดิน ซึ่งที่นี่ก็เป็นอีกสิ่งที่หนึ่งที่ทำห้กองกำลังเวียดกงชนะในการรบ สำหรับโครงข่ายใต้ดินแห่งนี้มีความยาวกว่า 200 กิโลเมตร และเป็นสมรภูมิรบพื้นที่ที่น่ากลัวที่สุดอีกแห่งหนึ่งของสงครามเวียตนาม เพราะโดนทั้งสารเคมีและสารพิษต่างๆ ที่ใช้พ่นลงไปในอุโมงค์ โดยเฉพาะฝนเหลืองที่ทหารอเมริกันนำมาโปรยเพื่อกำจัดต้นไม้เพื่อจะได้เห็นตัวฝ่ายตรงข้ามได้ง่าย จนทำให้พื้นที่ที่เต็มไปด้วยต้นไม้กลายเป็นพื้นที่โล่งเตียน เป็นสาเหตุให้ทหารเวีดตกงต้องลงไปบัญชาการในอุโมงค์ใต้ดิน
ปัจจุบันมีการเปิดสมรภูมิเลือดแห่งนี้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว โดยมีเจ้าหน้าที่พาเดินไปยังจุดสำคัญและสามารถมุดลงไปถึงชั้นสามของอุโมงค์ เส้นทางคดเคี้ยวและมืดมาก แม้ว่าจะมีการปรับปรุงให้สว่างขึ้น ก็ควรจะพกไฟฉายติดตัวไปด้วย ส่วนบริเวณโดยรอบของอุโมงค์แห่งนี้ ยังคงเหลือซากแห่งสงคราม อาทิ รถถัง เครื่องบิน วัตถุระเบิด และหลุมระเบิดขนาดใหญ่ซึ่งกลายเป็นบ่อเลี้ยงปลาไปแล้ว
กับดัก ( Trap ) หนึ่งในหลายๆรูปแบบ เห็นแล้ว...เสียว กับดักที่เคยใช้ในสงครามเวียดนาม ล้วนทำมาจากไม้ไผ่เป็นส่วนประกอบหลัก การทำกับดักนั้นจะมีการแบ่งเป็นชุดเฉพาะกับดัก และทำกันในอุโมงค์ ภายในอุโมงค์จะมีโรงตัดเย็บชุด ผลิตอาวุธ โรงอาหารที่จะต้องต่อปล่องควันออกไปไกลเพื่อไม่ให้ข้าศึดเห็น และเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อว่าความรักชาติของคนมันสามารถทำให้คนนั้นขยันทำ กิจการงานใหญ่ ที่หากคนปัจจุบันเห็นแล้วต้องยกนิ้วให้ลูกขยันของคนแต่ก่อนเค้าจริงๆครับ


เมื่อประมาณ 3,000 ปีมาแล้ว ชาวเวียดนามเคยอาศัยอยู่ในดินแดนแถบตอนใต้ของประเทศจีน ถูกจีนรุกรานจึงถอยร่นลงมาทางใต้ บางครั้งตกเป็นเมืองขึ้นของจีน เวียดนามจึงรับวัฒนธรรมของจีนไว้มาก
ในปี พ.ศ.2416 เวียดนามตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ฝรั่งเศสได้แบ่งการปกครองเวียดนามออกเป็น 3 แคว้น คือ แคว้นตังเกี๋ย อยู่ทางตอนเหนือ แคว้นอันนัม อยู่ทางตอนกลาง และแคว้นโคชินไชน่า อยู่ทางตอนใต้ ฝรั่งเศสได้เปลี่ยนแปลงระบบการศึกษา วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีให้เป็นแบบฝรั่งเศส
ในปี พ.ศ.2484 ได้เกิดขบวนการเวียดมินห์ขึ้น เพื่อขับไล่ฝรั่งเศส โดยมีผู้ที่มีสมญาว่า โฮจิมินห์ เป็นผู้นำ
ในปี พ.ศ.2485 ขณะเกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา ญี่ปุ่นได้เข้ายึดครองภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เวียดนามจึงได้ประกาศตนเป็นอิสระ แต่คงอยู่ในการควบคุมของญี่ปุ่น ขบวนการเวียดมินห์ก็ได้ร่วมมือกับสหรัฐฯ และฝ่ายสัมพันธมิตร ทำการต่อต้านญี่ปุ่น เมี่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม โฮจิมินห์จึงจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวขึ้น เมื่อปี พ.ศ.2488 และหลังจากที่จักรพรรดิเบาได๋ ได้สละราชสมบัติในปีเดียวกันนั้น โฮจิมินห์ก็ตั้งรัฐบาลขึ้นบริหารประเทศ และเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นแบบสาธารณรัฐ ฝรั่งเศสได้หาทางกลับไปมีอิทธิพลเหนือเวียดนามอีก โดยมีอังกฤษให้ความช่วยเหลือ ขบวนการเวียดมินห์ได้พยายามต่อสู้ เพื่อขับไล่ฝรั่งเศสอยู่ 9 ปี แต่ไม่สำเร็จ ฝรั่งเศสยึดเมืองต่าง ๆ ไว้ได้
หลังจากจีนคอมมิวนิสต์ได้ขับไล่จีนคณะชาติไปยังเกาะไต้หวันแล้วก็ได้เข้ามา ช่วยขบวนการเวียดมินห์เพื่อขับไล่ฝรั่งเศส ต่อมาเมื่อเวียดมินห์ยึดเดียนเบียนฟูได้ ฝรั่งเศสกับเวียดนามก็ได้ทำสัญญาสงบศึกที่กรุงเจนีวา เมื่อปี พ.ศ.2497 เรียกว่า อนุสัญญาเจนีวา มีสาระสำคัญคือ ให้แบ่งเวียดนามออกเป็นสองส่วน คือ เวียดนามเหนือ และเวียดนามใต้ โดยใช้เส้นรุ้งที่ 17 เหนือ ซึ่งผ่านเมืองกวางตรี ตามแนวแม่น้ำเบนไฮ เป็นเส้นแบ่งเขตแดน และให้เวียดนามเหนือ เวียดนามใต้ ลาว และกัมพูชา ซึ่งเคยรวมเป็นอินโดจีนของฝรั่งเศสตั้งแต่ปี พ.ศ.2468 แยกออกเป็นรัฐอิสระ พ้นจากการปกครองของฝรั่งเศส พื้นที่บริเวณเส้นรุ้ง ๑๗ องศาเหนือ มีเขตแดนปลอดทหารด้านละไม่เกิน 5 กิโลเมตร ในการนี้สหรัฐอเมริกา และเวียดนามใต้ไม่ได้ร่วมลงนามด้วย
เวียดนามเหนือมีนโยบายที่รวม เวียดนามเข้าด้วยกัน และปกครองในระบอบคอมมิวนิสต์ โดยมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เมื่อปี พ.ศ.2503 โดยไม่มีการเลือกตั้งใด ๆ แต่มีการแต่งตั้งโฮจิมินห์ขึ้นเป็นประธานาธิบดี
ทางด้านเวียดนามใต้ ยังคงตกอยู่ใต้อิทธิพลของฝรั่งเศส โดยฝรั่งเศสได้เชิญจักรพรรดิเบาได๋ ขึ้นเป็นประมุขปกครองประเทศ ต่อมากลุ่มผู้รักชาติ เวียดนามใต้ได้ขับไล่ฝรั่งเศสออกจากเวียดนาม จักรพรรดิเบาได๋ ได้แต่งตั้งนายโงดินห์เดียม เป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีระบอบการปกครองแบบสาธารณรัฐ และได้จัดให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดี หลังจากที่จักรพรรดิ์ เบาได๋ สละราชสมบัติอีกครั้งหนึ่ง ในปี พ.ศ.2498 หลังจากนั้นก็มีการวุ่นวายแย่งชิงอำนาจกัน ในปี พ.ศ.2506 ได้มีคณะทหารเข้ายึดอำนาจการปกครอง ได้ประกาศนโยบายที่จะกวาดล้างคอมมิวนิสต์ สหรัฐฯ ให้การรับรอง ต่อมาทางเวียดนามเหนือ ได้เปิดฉากทำสงครามกองโจรกับเวียดนามใต้
| < ย้อนกลับ |
|---|